วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561

บทที่ 1 บทนำเกี่ยวกับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการสมัยใหม่

ความหมาย
     ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ หรือ เอ็มไอเอส (อังกฤษmanagement information system - MIS) หมายถึง  ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ หมายถึง ระบบที่รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอกองค์การอย่างมีหลักเกณฑ์ เพื่อนำมาประมวลผลและจัดรูปแบบให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการทำงาน และการตัดสินใจในด้านต่าง ๆ ของผู้บริหาร เพื่อให้การดำเนินงานขององค์การเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดย MIS (เอ็มเอสไอ) จะประกอบด้วยหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ 
     1. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากภายใน และภายนอกองค์การมาไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
     2. สามารถทำการประมวลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงาน และการบริหารงานของผู้บริหาร


การนำไปใช้งานสามารถแบ่งได้ 4 ระดับดังนี้
     1. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในการวางแผนนโยบาย กลยุทธ์ และการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง
     2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในส่วนยุทธวิธีในการวางแผนการปฏิบัตและการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลาง
     3. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในระดับปฎิบัติการและการควบคุมในขั้นตอนนี้ผู้บริหารระดับล่างจะเป็นผู้ใช้สารสนเทศเพื่อช่วยในการปฎิบัติงาน
     4. ระบบสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผล
     ระบบสารสนเทศเป็นระบบรวมทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถเก็บรวบรวมในลักษณะระบบเดียวเนื่องจากขนาดข้อมูลมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมาก ทำให้การบริหารข้อมูลทำได้อยาก การนำไปใช้ไม่สะดวก จึงจำเป็นต้องแบ่งระบบสารสนเทศออกเป็นระบบย่อย 4 ส่วนได้แก่
     ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing System :TPS)
     ระบบจัดการรายงาน (Management Reporting System :MRS)
     ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System :DSS)
     ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information System :OIS)



บทนำเกี่ยวกับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการสมัยใหม่
     ระบบสารสนเทศคืออะไร ? Information System หรือ IS ระบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์  ซอฟท์แวร์  ระบบเครือข่าย  ฐานข้อมูล  ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ  พนักงานที่เกี่ยวข้อง และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา  ทุกองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนด  รวบรวม จัดเก็บข้อมูล  ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ  การวางแผน  การบริหาร การควบคุม  การวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร 
     Data ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สถานที่ สิ่งของต่าง ๆ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมเอาไว้ และสามารถนำไปประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้สามารถเรียกเอามาใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง โดยข้อมูลอาจเป็นตัวเลข สัญลักษณ์ ตัวอักษร เสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้

     information สารสนเทศ คือการนำข้อมูลมาผ่านระบบการประมวลผล คำนวณ วิเคราะห์และแปลความหมายเป็นข้อความที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้มากมายทำให้คำว่า สารสนเทศมีความหมายที่กว้างและหลากหลาย ทั้งความหมายในเชิงเทคนิคและความหมายของสารสนเทศในชีวิตประจำวัน เช่น สารสนเทศที่เป็นความรู้จากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จากโทรศัพท์มือถือ สารสนเทศระบบสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ เช่น การฝาก ถอนเงินผ่านเครื่อง ATM การจองตั๋วเครื่องบิน และอื่นๆ

     

     ข้อมูลดิบจากเคาน์เตอร์เช็คเอาต์ซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นการประมวลผลและจัดทำข้อมูลที่มีความหมาย,เช่นยอดขายหน่วยรวมของผงซักฟอกจานหรือยอดขายรวมรายได้จากผงซักฟอกจานสำหรับเก็บหรือขายเฉพาะอาณาเขต

หน้าที่ของระบบสารสนเทศ
     กิจกรรมสามอย่างในระบบสารสนเทศก่อให้เกิดข้อมูลที่องค์กรต้องการในการตัดสินใจควบคุมดำเนินการวิเคราะห์ปัญหาและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่หรือบริการเหล่านี้เป็นข้อมูลการประมวลผลและผลผลิต 

     Input ป้อนข้อมูล การรวบรวมหรือเก็บรวบรวมข้อมูลดิบจากภายในองค์กรหรือจากสภาพแวดล้อมภายนอก

     Processing การประมวลผล แปลงข้อมูลดิบให้เป็นรูปแบบที่มีความหมาย

     Output ผลลัพธ์จะถ่ายโอนข้อมูลที่ประมวลผลไปยังผู้ที่จะใช้หรือกิจกรรมที่จะใช้

     Feedback คำติชมซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ถูกส่งกลับไปให้เหมาะสมกับสมาชิกขององค์กรเพื่อช่วยในการประเมินหรือแก้ไขขั้นตอนการป้อนข้อมูล

     ขอบเขตของระบบสารสนเทศ

     การใช้ระบบสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพต้องใช้ ความเข้าใจในองค์กรการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศในการสร้างระบบระบบสารสนเทศสร้างมูลค่าให้กับ บริษัทการจัดการองค์กรและการจัดการกับความท้าทายถูกวางโดยสิ่งแวดล้อม

     Organizations องค์กรมีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยระดับที่แตกต่างและพิเศษ โครงสร้างของพวกเขา แบ่งแยกอย่างชัดเจนของแรงงานความรับผิดชอบและความรับผิดชอบในบริษัท ธุรกิจจัดเป็นลำดับชั้นหรือเป็นปิรามิดโครงสร้างระดับบนของลําดับชั้นประกอบด้วยการจัดการ, พนักงานมืออาชีพและเทคนิค,ในขณะที่ระดับล่างประกอบด้วยบุคลากรที่ปฏิบัติงาน
     
     Management การจัดการ หมายถึง กระบวนการทำงานหรือกิจกรรมที่กลุ่มบุคคลในองค์กร ร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามแนวทางที่กำหนดไว้ 5 ขั้นตอนประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การบังคับบัญชาสั่งการ การประสานงาน และการควบคุม

     Information technology เทคโนโลยีสารสนเทศ การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสารสนเทศ ทำให้สารสนเทศมีประโยชน์ และใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่จะรวบรวม จัดเก็บ ใช้งาน ส่งต่อ หรือสื่อสารระหว่างกัน ในระบบสารสนเทศนั้นประกอบด้วย 5 ส่วนหลักๆ ได้แก่ บุคลากร ขั้นตอนการทำงาน ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และข้อมูล ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชน ทั้งด้านการติดต่อสื่อสาร การเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ การดำเนินธุรกิจ และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน

     Computer hardware คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ หรือ ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน

     Computer software หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทำงานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทำบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะอยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561

บทที่ 2 องค์กร การจัดการ การตัดสินใจ

องค์กรคืออะไร 
     การนำเอาส่วนต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกันมารวมกันอย่างมีระเบียบ หรือเป็นการรวมกลุ่มกันอย่างมีเหตุผลของบุคคลกลุ่มหนึ่ง เพื่อเป็นศูนย์อำนวยการให้การดำเนินงานลุล่วงไปตามป้าหมายที่กำหนดไว้  โดยมีการใช้อำนาจการบริหารที่ชัดเจนมีการแบ่งงานและหน้าที่ลำดับขั้นตอนของการบังคับบัญชา และความรับผิดชอบ


นิยามทางเศรษฐศาสตร์ทางเทคนิคขององค์กร

     เศรษฐศาสตร์จุลภาค เป็นเศรษฐศาสตร์สาขาหนึ่งซึ่งศึกษาพฤติกรรมและการตัดสินใจของบุคคล ครัวเรือน และบริษัท หรือเศรษฐศาสตร์หน่วยเล็กในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะในตลาดซึ่งมีการซื้อขายสินค้าและบริการ เศรษฐศาสตร์จุลภาคศึกษาว่าพฤติกรรมและการตัดสินใจเหล่านี้มีผลกระทบอย่างไรต่ออุปสงค์และอุปทานของสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นตัวกำหนดราคา และในทางกลับกัน ราคากำหนดอุปสงค์และอุปทานของสินค้าและบริการอย่างไร
     จุดประสงค์หนึ่งของเศรษฐศาสตร์จุลภาคคือการวิเคราะห์กลไกตลาดซึ่งเป็นตัวกำหนดราคาเปรียบเทียบระหว่างสินค้าและบริการ และการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดเพื่อใช้ในทางเลือกต่าง ๆเศรษฐศาสตร์จุลภาคศึกษาเกี่ยวกับความล้มเหลวของตลาด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กลไกตลาดไม่สามารถทำให้เกิดผลที่มีประสิทธิภาพได้ และยังอธิบายเกี่ยวกับข้อแม้ทางทฤษฎีที่จำเป็นต่อการเกิดการแข่งขันสมบูรณ์ สาขาที่สำคัญในเศรษฐศาสตร์จุลภาค เช่นดุลยภาพทั่วไป ตลาดภายใต้ความไม่สมมาตรของข้อมูล การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และการประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกมในทางเศรษฐศาสตร์

     เศรษฐศาสตร์มหภาค เป็นการศึกษาถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนรวม เช่น ผลผลิตรวมของประเทศ การจ้างงาน การเงินและการธนาคาร การพัฒนาประเทศ การค้าระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี้ย ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นปัญหาที่กว้างขวางกว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาค เพราะว่าไม่ได้กระทบเพียงหน่วยธุรกิจเท่านั้น แต่จะกระทบถึงบุคคล หน่วยการผลิตอุตสาหกรรมทั้งหมด และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เศรษฐศาสตร์มหภาคนั้นจะมุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเบี้องต้น(GNP) และการว่าจ้างงาน จะหาว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ผลิตผลรวมและระดับการว่าจ้างงานมีการเคลื่อนไหวขึ้นลง เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาต่างๆได้ตรงจุด เช่น ภาวะเงินเฟ้อเงินฝืด และ ปัญหาการว่างงาน เป็นต้น

มุมมองพฤติกรรมขององค์กร

     องค์กรจะสร้างรูปแบบของการดำเนินงาน ตลอดจนการปฎิบัติงานต่าง ๆ ขึ้น เพื่อสนองตอบการเปลี่ยนของสิ่งแวดล้อม และสภาวะที่เกิดจากการดำเนินงานของบุคคลและของกลุ่ม หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า รูปแบบเฉพาะในการดำเนินงานที่องค์กรสร้างขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการปรับองค์ประกอบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันและกันได้

     คุณสมบัติขององค์กร
1. เป้าหมายขององค์กรชัดเจน
     คนในองค์กรจำเป็นต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงขององค์กรที่เราทำงานอยู่ให้ชัดแจ้ง โปร่งใส ไม่มีวาระซ่อนเร้น และต้องแสดงให้เห็นตลอดเวลา ทั้งคำพูดและการกระทำ ทั้งนี้ ถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงเป้าหมายก็ต้องแจ้งให้บุคลกรทุกระดับให้เข้าใจ ไม่ใช่แจ้งเพื่อให้ทราบ
2. สายงานบังคับบัญชาสั้น พร้อมงานบังคับบัญชาที่หลากหลาย 
     พนักงานทุกระดับชั้นจะต้องพัฒนาความสามารถของตนเองให้สูงขึ้น และต้องรับผิดชอบในองค์กรนั้น ๆ พร้อมทั้งลดสายงานการบังคับบัญชา และขั้นตอนการทำงาน อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับบัญชาต้องทำงานอย่างเต็มที่ และมุ่งมั่นกับงานที่ทำอยู่ตลอดเวลา
3. มีฐานข้อมูลที่สนับสนุนการบริหารงาน 
     ต้องมีระบบในการจัดการการทำงานด้วยความเชื่อมั่น และสามารถตัดสินใจด้วยตนเองให้ถูกต้องในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ต้องมีประวัติเก่าที่สามารถใช้ค้นหาข้อมูลได้ เพราะเราจะต้องใช้เป็นข้ออ้างอิงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้ง ต้องมีการนำเอาอุปกรณ์สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ ส่วนตัวฐานข้อมูลควรจะต้องเป็นข้อมูลปัจจุบัน
4. มีระบบการจัดการที่ดี ด้วยคนที่ไม่มาก 
     ต้องมีระบบการจัดการทำงานที่มีระบบ โดยใช้คนจำนวนไม่มาก ทั้งนี้ องค์กรที่ดีต้องมีการเตรียมงานอย่างดี ไม่มีการสับสน วุ่นวายในการทำงานทำงาน ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตนเอง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ระบบกรรมการจนเกินขอบเขต หรือการทำงานทุกอย่างจะต้องมีตัวชี้วัดอยู่ตลอดเวลา
5. ที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นถูกต้องเสมอ
     เป็นเรื่องที่เราจะต้องยอมรับว่า “สัตว์ใหญ่ย่อมกินสัตว์เล็ก” ซึ่งผู้มีอำนาจย่อมจะถูกเสมอ ดังนั้น ทางที่ดีเราไม่ควรสร้างความขัดแย้งกับหัวหน้าของเรา ซึ่งในกลุ่มของผู้บริหารระดับสูงนั้นจะเชื่อหัวหน้าเรา มากกว่าเรา เพราะหัวหน้าใกล้กับเราย่อมจะรู้จักเรามากกว่าระดับบริหาร และหัวหน้าเราสร้างกำไรให้บริษัทมากกว่าเรา
6. เน้นการปฏิบัติงานที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ 
     องค์กรที่ดีจะต้องเน้นหนักในเรื่องการปรับปรุงการทำงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ได้ความเชื่อถือและถูกต้องที่สุด ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาสามารถพูดให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย และคำพูดนั้นก็ต้องเกิดประโยชน์ต่อองค์กร โดยให้ข้อคิดกับคนรุ่นหลังอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องทำงานด้วยความตั้งใจจริง และคำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กรและส่วนรวม
7. มีการตลาดและประชาสัมพันธ์ 
     การตลาดและการประชาสัมพันธ์จะต้องมีหน่วยงานดูแลชัดเจน ทั้งนี้บุคคลในองค์กรทุกระดับก็ควรช่วยแนะนำให้ลูกค้า หรือผู้ที่ใช้บริการทุกคนทราบถึงเรื่องราวต่าง ๆ ขององค์กร อีกทั้ง ต้องมีการแนะนำอย่างมีข้อมูลและถูกต้อง มีการชักชวนให้ซื้อสินค้า หรือบริการอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ควรพูดถึงองค์กรในด้านลบ
8. ร่วมมือ ร่วมใจ และทำงานเป็นทีม
     ลองเพิ่มบทบาทของการทำงานร่วมกันให้มากขึ้น พร้อมทั้งประสานในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่องค์กรมีด้วยกัน อย่างไรก็ตาม เราอยากให้คุณนึกอยู่ในใจเสมอว่า องค์กรเป็นสิ่งที่ให้กำเนิดทุกสิ่งกับตัวเรา ลองสร้างทัศนคติกับตัวเองและผู้ร่วมงานอยู่เสมอ ทั้งนี้ การทำงานเป็นทีม ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
9. เน้นมูลค่าในการทำงานในแต่ละตำแหน่ง แล่ดำเนินตามนโยบายอย่างแน่วแน่
     องค์กรที่ดีต้องปฏิบัติตามนโยบายเป็นหลัก มีการกำกับ ตรวจสอบการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ควรใช้การประสานงานที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลพร้อมทั้งมีการให้ค่าตอบแทนอย่างยุติธรรม
10. เพื่อองค์กร
     ถ้าเราต้องการเห็นองค์กรของเราเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราก็ต้องเสียสละเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกทั้ง การทำงานก็ต้องไม่เอาเปรียบองค์กร มีการเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์กับองค์กรอยู่ตลอดเวลา

ขั้นตอนกระบวนการทางธุรกิจ

     กระบวนการทางธุรกิจ (Business process) เริ่มจากการที่เจ้าของนำเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นมาลงทุนในธุรกิจ ถ้าเงินสดมีไม่เพียงพอ อาจต้องกู้เพิ่มจากเจ้าหนี้ จากนั้นจึงเริ่มเอาเงินไปซื้อที่ดิน อาคาร อุปกรณืต่างๆ ที่จะต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจหรืออาจใช้วิธีการเช่าแทนการซื้อก็ได้ เมื่อกิจการเริ่มดำเนินการ ลักษณะของการดำเนินการเงินจะขึ้นอยู่กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การค้าขาย หรือการใช้บริการ โดยจะมีรายได้และค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นขณะดำเนินการธุรกิจ เมื่อรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายจะเกิดเป็นผลกำไร แต่ถ้าค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้จะเกิดเป็นผลขาดทุน
     กระบวนการทางธุรกิจของการเปิดแฟรนไชส์ ท็อป มาร์เก็ต (Tops market) คือเริ่มตั้งแต่สถานที่ เมื่อมีบุคคลที่ต้องการที่จะเปิดแฟรนไชส์ จะต้องมีที่ตั้งและสถานที่เพื่อทำการเปิดร้าน แล้วทางบริษัทจะทำการไปดูที่ตั้งและทำเลให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเมื่อได้ที่ตั้งก็ทำการเข้าร่วมลงทุนกับ ท็อป มาร์เก็ต แล้วทางบริษัทจะทำการตกแต่งร้านและนำสินค้าและอุปกรณ์ต่างๆ มาทำการดำเนินธุรกิจในขั้นตอนต่อไป ผลกำไรที่ได้จะมาจากการขายสินค้า 
     สรุปคือกระบวนการทางธุรกิจนั้นจะเป็นขบวนการต่างๆ หรือขั้นตอนในทุกๆ ขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจ ผลกำไรที่จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับธุรกิจนั้นๆ โดยทั่วๆ ไปการดำเนินธุกิจจะมีอยุ่ 3 ประเภทคือ

     1. กิจการให้บริการ (Service Firm) กิจการให้บริการจะมีรายได้หลัก คือ ค่าธรรมเนียม
ค่าบริการรับ รายจ่ายหลัก คือ เงินเดือนพนักงาน ค่าวัสดุสิ้นเปลือง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และอื่นๆ รายจ่ายในกิจการให้บริการถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นในกิจการให้บริการคือการวัดผลการดำเนินงาน ลักษณะของผลิตภัณฑ์จะไม่เห็นเป็นตัวตนที่ชัดเจน ตัวอย่างของธุรกิจประเภทนี้ เช่น โรงพยาบาล สำนักงานกฎหมาย บริษัทที่ปรึกษา เป็นต้น
     2. กิจการซื้อมาขายไป (Merchandising Firm) หมายถึง กิจการที่ซื้อขายสินค้าทั้งขายส่งและขายปลีกโดยไม่ใช่ผู้ผลิต รายได้หลักของกิจการ คือ เงินที่ขายสินค้าได้ ค่าใช้จ่ายจำแนกเป็น 2 ส่วน คือ ต้นทุนสินค้าขาย และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ตัวอย่างของธุรกิจประเภทนี้ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา ร้านขายของชำ เป็นต้น
     3. กิจการผลิต (Manufacturing Firm) กิจการผลิตส่วนใหญ่จะมีโรงงานสำหรับผลิตสินค้า รายได้หลัก คือ เงินที่ได้จากการขายสินค้า ค้าใช้จ่าย คือ ต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบ ค่าจ้างคนงาน และค่าใช้จ่ายในขบวนการผลิต ค่าใช้จ่ายทั้งสามส่วนนี้จะรวมเป็นต้นทุนสินค้า ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในสำนักงานจะถือเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

วัฒนธรรมองค์กร
     
     วัฒนธรรมองค์กร เป็นวิถีชีวิตที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งจะกลายเป็นนิสัยและความเคยชิน และกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีประพฤติปฏิบัติ ความเชื่อ ค่านิยม รวมทั้งภาษาวัตถุสิ่งของต่าง ๆ วัฒนธรรมทำให้คนรวมตัวกันเป็นสังคม มีการอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ ผลของวัฒนธรรมจะออกมาในรูปจริยธรรม ตลอดจนค่านิยมที่ใช้ในการตัดสินใจหรือวินิจฉัยสั่งการจริยธรรมองค์การถือเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานขององค์การก้าวหน้าและส่งผลให้องค์การได้รับความเชื่อถือจากสังคม ดังนั้นองค์การทุกประเภทจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำจริยธรรมมาใช้ในการบริหารและแก้ไขปัญหาองค์การอย่างถูกวิธีเพื่อให้ได้รับความเชื่อถือ ภาพพจน์ที่ดี อันนำมาซึ่งชื่อเสียง เกียรติยศและความก้าวหน้าในระยะยาวขององค์กร
     ในองค์กรทั้งหลายซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของคนอย่างมีระเบียบนั้น ถ้าเรามองที่ปัจเจกบุคคลจะเห็นว่า บุคคลจะกระทำการไปสู่เป้าหมายใด ๆได้นั้น เขาอาศัยศูนย์รวมของใจหรือจิตใจเป็นตัวนำดังที่มักกล่าวกันว่า สำเร็จด้วยใจเมื่อปัจเจกบุคคลมารวมกันในองค์กรมีจิตใจมากมายแตกต่างกันไป สิ่งที่จะผูกความแตกต่างของจิตใจเหล่านี้ให้อยู่ด้วยกันได้และทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้ หรือมีค่านิยมในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะค่านิยมที่เกี่ยวกับงานในหน่วยงานที่ตนเองมีวิถีชีวิตอยู่สอดคล้องกันได้ สิ่ง ๆ นั้นก็คือ วัฒนธรรม ในองค์กร การศึกษาวัฒนธรรมในองค์กรได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน เมื่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมมีผลกระทบต่อองค์กร โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี เทคโนโลยีสามารถทำให้งานง่ายขึ้นและทำให้การทำงานในยุคข้อมูลข่าวสารหรือยุคโลกาภิวัฒน์สามารถจัดขนาดองค์กรให้เล็กลง มีการกระจายอำนาจออกไปให้บริการอย่างกว้างขวางเฉพาะพื้นที่ เฉพาะราย เฉพาะด้าน จนกลุ่มคนเหล่านี้มีเป้าหมายเฉพาะของกลุ่ม เช่น กลุ่มนิติกร กลุ่มบัญชี กลุ่มบริหารงานบุคคล และกลุ่มอื่น ๆ  กลุ่มเหล่านี้อาจมีชื่อเป็นแผนก ฝ่าย กอง กรม หรือกระทรวงก็ได้ อย่างไรก็ดีจะมีสายโยงใยคือ วัฒนธรรมในการทำงาน เป็นศูนย์รวมของจิตใจจากองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรสามารถทำงานมุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกันได้

สภาพแวดล้อมและองค์กรมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

สภาพแวดล้อมขององค์กร
     สภาพแวดล้อมที่กำหนดสิ่งที่องค์กรสามารถทำได้ แต่องค์กร สามารถมีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมของพวกเขาและตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยสิ้นเชิง เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญในการช่วยองค์กรตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม

โครงสร้างองค์กร
     เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคน และกลุ่มคนภายในองค์กร ซึ่งอิทธิพลที่สร้างขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากวัตถุประสงค์ในการควบคุม (Control) โดยการถูกควบคุมนั้นมาจากลักษณะของงาน ที่ได้ออกแบบไว้ภายในโครงสร้างองค์กร

คุณลักษณะขององค์กรที่ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการสร้างและใช้ระบบสารสนเทศที่ประสบความสำเร็จ

     ระบบสารสนเทศและองค์กรมีอิทธิพลต่อกันและกันการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศและองค์กรมีความซับซ้อนและมีอิทธิพลจากปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งโครงสร้างขององค์กรกระบวนการทางธุรกิจการเมืองวัฒนธรรมสภาพแวดล้อมและการตัดสินใจด้านการจัดการคุณจะไม่สามารถ ออกแบบระบบใหม่โดยไม่เข้าใจองค์กรธุรกิจของคุณเอง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
     ทางด้านการผลิต เมื่อโครงสร้างของประชากรเปลี่ยนไปมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นขณะที่มีวัยทำงานเท่าเดิมหรือลดลงจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการผลิต ทำให้การผลิตและกำลังแรงงานน้อยลงผลิตภาพการผลิตลดน้อยลงหรืออุปทานแรงงานลดลงซึ่งอาจจะส่งผลทำให้ค่าแรงสูงขึ้นได้หรือเกิดกาขาดแคลนแรงงาน ทั้งนี้อาจแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานโดยการใช้เครื่องมือเครื่องจักรหรือนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคน หรือการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ซึ่งจะส่งผลทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวมากขึ้น
     ทางด้านการลงทุนและการออม เมื่อมีวัยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการลงทุนน้อยลง วัยสูงอายุหรือวัยเกษียณขาดรายได้หรือมีรายได้น้อยลงทำให้มีการออมลดลง ในขณะที่วัยทำงานต้องรับภาระมากขึ้นทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้มีเงินออมน้อยลงและ เงินลงทุนลดลง สำหรับภาครัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการมากขึ้นเพื่อบริการสังคม ทางด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ ทำให้การลงทุนและการออมของประเทศลดลง
     ทางด้านผลผลิตหรือรายได้ประชาชาติ สัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(GNP)หรือรายได้ประชาติชาติน้อยลง และรายได้เฉลี่ยต่อบุคคลลดลง ผลิตภาพการผลิตลดลง
     ทางด้านการคลัง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้น ภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข การแพทย์ บริการสังคมแก่ผู้สูงอายุมากขึ้นและต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้ถูกทอดทิ้งมากขึ้น ขณะที่งบประมาณรายได้ลดลง เก็บภาษีรายได้น้อยลงเนื่องจากมีวัยผู้สูงอายุซึ่งไม่มีรายได้มีสัดส่วนที่มากขึ้น

องค์กรแบบราบเรียบ

ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
     ความหมายของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ SIS ได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่าน เช่น ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ (SIS) คือ ระบบคอมพิวเตอร์ในระดับใดก็ตามขององค์การซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ การดำเนินงาน ผลผลิต การบริการหรือความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขององค์การ เพื่อที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับองค์การ 
     ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ (SIS) คือ ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนหรือสร้างตัวแปรและกลยุทธ์ความได้เปรียบในการแข่งขัน SIS อาจจะเป็นระบบสารสนเทศแบบใดก็ได้ TPS, MRS, DSS, ฯลฯ ที่ช่วยทำให้ความได้เปรียบในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ลดความเสียเปรียบในการแข่งขัน หรือช่วยในการบรรลุผลด้านกลยุทธ์อื่น ๆ  

ยุทธศาสตร์ระบบสารสนเทศในการจัดการกับกองกำลังที่มีความเร่งด่วน
1.ความเป็นผู้นำต้นทุนต่ำใช้ระบบข้อมูลเพื่อให้ได้ต้นทุนการดำเนินงานต่ำสุดและราคาต่ำสุด
2.ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ใช้ระบบข้อมูลเพื่อเปิดใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนแปลงความสะดวกสบายของลูกค้าในการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ของคุณได้อย่างมาก
3.มุ่งเน้นที่ระบบข้อมูลช่องทางการตลาดทำให้ บริษัท สามารถวิเคราะห์รูปแบบการซื้อของลูกค้ารสนิยมและความต้องการได้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แคมเปญโฆษณาและการตลาดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปยังตลาดเป้าหมายที่เล็กและเล็กลง
4.ความสัมพันธ์กับลูกค้าและซัพพลายเออร์ใช้ระบบข้อมูลเพื่อพัฒนาความผูกพันและความภักดีกับลูกค้าและซัพพลายเออร์

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

บทที่ 3 โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ?
       เป็นกรอบงานบูรณาการภายใต้เครือข่ายดิจิตอลทำงานอยู่ โครงสร้างพื้นฐานนี้ประกอบด้วย ศูนย์ข้อมูล, เครื่องคอมพิวเตอร์, เครือข่ายคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์จัดการฐานข้อมูลและระบบการกำกับดูแลในเทคโนโลยีสารสนเทศและบนอินเทอร์เน็ต โครงสร้างพื้นฐานเป็นฮาร์ดแวร์ทางกายภาพที่ถูกใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายตัวและผู้ใช้หลายคน โครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วยสื่อการส่งผ่าน, รวมทั้งสายโทรศัพท์, สายเคเบิลทีวี, ดาวเทียมและเสาอากาศ และยังมีเราท์เตอร์หลายตัวที่ใช้ถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเทคโนโลยีการส่งผ่านทั้งหลายที่แตกต่างกันในการใช้งานบางครั้ง โครงสร้างพื้นฐานหมายถึงการเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ และไม่ติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆที่เชื่อมต่อกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศบางคน โครงสร้างพื้นฐานถูกมองว่าเป็นทุกอย่างที่สนับสนุนการไหลและการประมวลผลของข้อมูลบริษัทโครงสร้างพื้นฐานมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอินเทอร์เน็ต พวกเขามีอิทธิพลว่าที่ไหนบ้างต้องมีการเชื่อมโยง, ที่ไหนบ้างที่ข้อมูลจะต้องถูกทำให้สามารถเข้าถึงได้ และ จำนวนข้อมูลที่สามารถดำเนินการได้และทำได้รวดเร็วได้อย่างไร
     
บริการโทรคมนาคม
     หมายถึงการสื่อสารระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสัญญาณไฟฟ้า หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เนื่องจากเทคโนโลยีที่แตกต่างกันจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับคำนี้ จึงมักใช้ในรูปพหูพจน์ เช่น Telecommunications
     เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมในช่วงต้นประกอบด้วยสัญญาณภาพ เช่น ไฟสัญญาณสัญญาณควันโทรเลขสัญญาณธงและ เครื่องส่งสัญญาณด้วยกระจกสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ ตัวอย่างอื่นๆของการสื่อสารโทรคมนาคมก่อนช่วงที่ทันสมัยได่แก่ข้อความเสียงเช่นกลองแตรและนกหวีด เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมด้วยไฟฟ้าและแม่เหล็กไฟฟ้าได้แก่โทรเลขโทรศัพท์และ โทรพิมพ์เครือข่ายวิทยุเครื่องส่งไมโครเวฟใยแก้วนำแสงดาวเทียมสื่อสารและอินเทอร์เน็ต
     การปฏิวัติ ในการสื่อสารโทรคมนาคมไร้สายเริ่มต้นขึ้นในปี 190X กับการเป็นผู้บุกเบิกพัฒนาใน การสื่อสารทางวิทยุโดย Guglielmo มาร์โคนี ที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ในปี 1909 สำหรับความพยายามของเขา นักประดิษฐ์ผู้บุกเบิกและนักพัฒนาอื่นๆที่น่าทึ่งมากๆในด้านการ สื่อสารโทรคมนาคมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวมถึง ชาร์ลส์ วีทสโตน และ ซามูเอล มอร์ส (โทรเลข) , Alexander Graham Bell (โทรศัพท์)เอ็ดวิน อาร์มสตรอง และลี เดอ ฟอเรสท์ (วิทยุ) เช่นเดียวกับที่ จอห์น โลจี แบร์ด และ Philo Farnsworth (โทรทัศน์)
     กำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพของโลกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านทางเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมสองทางเพิ่มขึ้นจาก 281 เพตาไบต์ของข้อมูล (ที่ถูกบีบอัดอย่างดีที่สุด) ในปี 1986 เป็น 471 petabytes ในปี 1993 และ 2.2 (บีบอัดอย่างดีที่สุด ) เอ็กซาไบต์ ในปี 2000 และ 65 (บีบอัดอย่างดีที่สุด) exabytes ในปี 2007 นี่คือเทียบเท่าข้อมูลของสองหน้า หนังสือพิมพ์ต่อคนต่อวันในปี 1986 และ หกเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ต่อคนต่อวันในปี 2007 ด้วยการเจริญเติบโตขนาดนี้การสื่อสารโทรคมนาคมมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกประมาณ$ 4.7 ล้านล้านภาคเศรษฐกิจในปี 2012 รายได้จากการให้บริการของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกถูกประเมินไว้ที่ $1.5 ล้านล้านในปี 2010 สอดคล้องกับ 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก

การจัดการข้อมูล
     ในการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ถึงแม้จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพดีแล้วยังต้องมีชุดคำสั่ง (Software) ที่จะควบคุมการทำงานของเครื่องอีกด้วย การทำงานโดยวิธีการจัดแฟ้มซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า ระบบการจัดการกระทำแฟ้มข้อมูล (file handing system) อาจใช้โปรแกรมสำเร็จซึ่งทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นแฟ้มที่มีระเบียบง่ายต่อการใช้งาน และช่วยทำให้ผู้ใช้ประมวลผลข้อมูลต่างๆ ตามความต้องการได้อย่างรวดเร็ว โปรแกรมเหล่านี้จะใช้ระบบการจัดการฐานข้อมูล หรือที่เรียกว่า ดีบีเอ็มเอส (Data Base Management System : DBMS)
     ระบบฐานข้อมูลเป็นสิ่งที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการใช้งานประจำวัน การตัดสินใจของผู้บริหารจะกระทำได้รวดเร็ว ถ้ามีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ จึงมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศดังกล่าว แต่การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีหลักการและวิธีการที่ทำให้ระบบมีระเบียบแบบแผนที่ดี การแบ่งประเภทแฟ้ม

การเชื่อมต่อระหว่าง บริษัท ไอทีโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถทางธุรกิจ

     บริษัท สามารถให้บริการแก่ลูกค้าซัพพลายเออร์และพนักงานเป็นหน้าที่โดยตรงของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที โครงสร้างพื้นฐานนี้ควรสนับสนุนกลยุทธ์ทางธุรกิจและระบบสารสนเทศของ บริษัท เทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ ๆ มีผลกระทบอย่างมากต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจและไอทีตลอดจนบริการที่สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้

วิวัฒนาการของเทคโนโลยี

       เทคโนโลยีสารสนเทศกำลังเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก การใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แสดงว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์เพื่อคำนวณและเก็บข้อมูลได้แพร่ไปทั่วทุกแห่ง เทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานเมื่อราว พ.ศ.2500 เทคโนโลยีสารสนเทศยังไม่แพร่หลายจะมีเพียงการใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสารและเริ่มมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยประมวลผลข้อมูล เมื่อมีการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ช่วยงานสารสนเทศมากขึ้น ระบบสารสนเทศที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ คือ เทคโนโลยีแบบสื่อประสม ซึ่งรวมข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อไหว และเสียงเข้าด้วยกัน เทคโนโลยีนี้กำลังได้รับการพัฒนา
                     การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคดนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น พ.ศ.2528 กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้มีการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์จากเดิมเป็นวิชาเลือก
                     เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการจัดการสารสนเทศมากที่สุด คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีวิวัฒนาการการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ดังนี้ 
     ยุคที่ 1 การประมวลผลข้อมูล ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณและการประมวลผลข้อมูลของงานประจำ  เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลกร
     ยุคที่ 2 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ มีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตัดสินใจดำเนินการ ควบคุม ติดตามผล และวิเคราะห์ผลงานของผู้บริหารระดับต่างๆ
     ยุคที่ 3 การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเน้นถึงการใช้สารสนเทศที่จะช่วยในการตัดสินใจนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จ
     ยุคที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศหรือยุคไอที ความเจริญของเทคโนโลยีมีสูงมาก มีการขยายขอบเขตการประมวลผลข้อมูลไปสู่การสร้างและการผลิตสารสนเทศทำให้สามารถสร้างทางเลือกและรูปแบบใหม่ของสินค้าและบริการ โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และระบบการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ และเน้นความคิดของการให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นวัตถุประสงค์สำคัญ

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

บทที่ 4 ฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบสารสนเทศ

ปัญหาในการจัดการทรัพยากรข้อมูลในสภาพแวดล้อมแบบดั้งเดิมคืออะไร
     ระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้ใช้มีข้อมูลที่ถูกต้องทันเวลาและมีความเกี่ยวข้อง ข้อมูลที่ถูกต้องปราศจากข้อผิดพลาด ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีความเป็นประโยชน์และเหมาะสมกับประเภทของงานและการตัดสินใจที่จำเป็นต้องใช้ คุณอาจจะประหลาดใจที่ทราบว่าธุรกิจจำนวนมากไม่มีข้อมูลที่ทันเวลาถูกต้องหรือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องเนื่องจากข้อมูลในระบบสารสนเทศของตนมีการจัดและบำรุงรักษาอย่างไม่ดี


ลำดับชั้นข้อมูล
     ระบบคอมพิวเตอร์จัดข้อมูลในลำดับชั้นที่ขึ้นต้นด้วยบิตซึ่งหมายถึง 0 หรือ 1 บิตสามารถจัดกลุ่มเป็นไบต์เพื่อแสดงอักขระหมายเลขหรือสัญลักษณ์หนึ่งตัวได้ ไบต์สามารถจัดกลุ่มเป็นแบบฟอร์มฟิลด์และฟิลด์ที่เกี่ยวข้องสามารถจัดกลุ่มเป็นแบบฟอร์มได้ ระเบียนที่เกี่ยวข้องสามารถทำให้เกิดรูปแบบแฟ้มและไฟล์ที่เกี่ยวข้องสามารถจัดเป็นฐานข้อมูลได้

ปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปธรรม
     ข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่สม่ำเสมอ ข้อมูลซ้ำซ้อนคือการปรากฏตัวของข้อมูลที่ซ้ำกันในไฟล์ข้อมูลหลายๆ ไฟล์เพื่อให้ข้อมูลเดียวกันถูกจัดเก็บในสถานที่มากกว่าหนึ่งแห่งซึ่งนำไปสู่แหล่งข้อมูลการจัดเก็บขยะ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลเป็นแอตทริบิวต์เดียวกันอาจมีค่าที่แตกต่างกันและยังนำไปสู่ความซ้ำซ้อนของข้อมูล

การประมวลผลไฟล์แบบดั้งเดิม
     การใช้วิธีการแบบดั้งเดิมในการประมวลผลไฟล์ทำให้แต่ละพื้นที่ทำงานใน บริษัท ต่างๆสามารถพัฒนาแอพพลิเคชันเฉพาะได้ แต่ละแอ็พพลิเคชันต้องการไฟล์ข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันซึ่งจะนำไปสู่ข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่สอดคล้องกันการประมวลผลความไม่ยืดหยุ่นและการสูญเสียทรัพยากรที่จัดเก็บ

ระบบฐานข้อมูลและระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management Systems - DBMS)
     DBMS คือ ระบบการจัดการฐานข้อมูล หรือซอฟต์แวร์ที่ดูแลจัดการเกี่ยวกับฐานข้อมูล โดยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ทั้งในด้านการสร้าง การปรับปรุงแก้ไข การเข้าถึงข้อมูล และการจัดการเกี่ยวกับระบบแฟ้มข้อมูลทางกายภาพ ภายในฐานข้อมูลซึ่งต่างไปจากระบบแฟ้มข้อมูลคือ หน้าที่เหล่านี้จะเป็นของโปรแกรมเมอร์ ในการติดต่อฐานข้อมูลไม่ว่าจะด้วยการใช้คำสั่งในกลุ่ม DML หรือ DDL หรือ จะด้วยโปรแกรมต่างๆ ทุกคำสั่งที่ใช้กระทำกับฐานข้อมูลจะถูกโปรแกรม DBMS นำมาแปล (Compile) เป็นการกระทำต่างๆภายใต้คำสั่งนั้นๆ เพื่อนำไปกระทำกับตัวข้อมูลใน ฐานข้อมูลต่อไป
     DBMS ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาด้าน Data Independence ที่ไม่มีในระบบแฟ้มข้อมูล ทำให้มีความเป็นอิสระจากทั้งส่วนของฮาร์ดแวร์ และข้อมูลภายในฐานข้อมูลกล่าวคือโปรแกรม DBMS นี้จะมีการทำงานที่ไม่ขึ้นอยู่กับรูปแบบ (Platform) ของตัวฮาร์ดแวร์ ที่นำมาใช้กับระบบฐานข้อมูลรวมทั้งมีรูปแบบในการอ้างถึงข้อมูลที่ไม่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางกายภาพของข้อมูลด้วยการใช้ Query Language ในการติดต่อกับข้อมูลในฐานข้อมูลแทนคำสั่งภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 3 ส่งผลให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องทราบถึงประเภทหรือขนาดของข้อมูลนั้นหรือสามารถกำหนดลำดับที่ของฟิลด์ ในการกำหนดการแสดงผลได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงลำดับที่จริงของฟิลด์ นั้น
     หน้าที่ของ DBMS
     1.ทำหน้าที่แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ข้อมูลเข้าใจ
     2.ทำหน้าที่ในการนำคำสั่งต่างๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้วไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ข้อมูล (Retrieve) การจัดเก็บข้อมูล (Update) การลบข้อมูล (Delete) หรือ การเพิ่มข้อมูลเป็นต้น (Add) ฯลฯ
     3.ทำหน้าที่ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำได้
     4.ทำหน้าที่รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ
     5.ทำหน้าที่เก็บรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ใน data dictionary ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า "ข้อมูลของข้อมูล" (Meta Data)
     6.ทำหน้าที่ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ฐานข้อมูลทรัพยากรบุคคลที่มีหลายมุมมอง
     DBMS ช่วยลดข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่สอดคล้องกันโดยทำให้องค์กรสามารถจัดการข้อมูลการใช้และความปลอดภัยจากส่วนกลางได้ การจัดเก็บข้อมูลตลอดทั้งองค์กรทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากข้อมูลจะถูกนำเสนอต่อผู้ใช้ว่าอยู่ในตำแหน่งเดียวมากกว่าการแยกส่วนในหลาย ๆ ระบบและไฟล์ ภาพประกอบที่นี่มีสองมุมมองที่เป็นไปได้ซึ่งเป็นที่สนใจของผู้เชี่ยวชาญด้านประโยชน์และเป็นที่สนใจของสมาชิกในแผนกบัญชีเงินเดือนของบริษัท

ทำไมเป็นระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จึงมีประสิทธิภาพ
     ประเภทของระบบการจัดการฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันสำหรับเครื่องพีซีและคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่และเครื่องเมนเฟรมก็คือระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์แสดงข้อมูลเป็นตารางสองมิติ (เรียกว่า relations) ตารางหรือความสัมพันธ์อาจเรียกว่าไฟล์ แต่ละตารางมีข้อมูลเกี่ยวกับเอนทิตีและแอตทริบิวต์ MicrosoftAccess เป็นระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์สำหรับระบบเดสก์ท็อปขณะที่ DB2, Oracle Database และ Microsoft SQL Server เป็นระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์สำหรับเมนเฟรมขนาดใหญ่และคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง MySQL เป็นโอเพนซอร์สที่เป็นที่นิยมระบบการจัดการฐานข้อมูล

ตารางฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
     ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จัดข้อมูลในรูปแบบของตารางสองมิติ ภาพประกอบที่นี่มีตารางสำหรับเอนทิตี SUPPLIER และ PART แสดงวิธีการแสดงแต่ละเอนทิตีและแอตทริบิวต์ Supplier_Number เป็นคีย์หลักสำหรับตาราง SUPPLER และคีย์ต่างประเทศสำหรับตาราง PART

ความสามารถในการบริหารระบบฐานข้อมูล
     DBMS มีความสามารถและเครื่องมือสำหรับจัดการและการเข้าถึงข้อมูลในฐานข้อมูลสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คำอธิบายข้อมูล และภาษาการจัดการข้อมูล DBMS มีเครื่องมือสำหรับการเข้าถึงและจัดการข้อมูลในฐานข้อมูล ภาษาการจัดการข้อมูลถูกใช้เพื่อเพิ่ม แก้ไข ลบ และดึงข้อมูลในฐานข้อมูล

ตัวอย่างของแบบสอบถาม

แผนผังความสัมพันธ์และความสัมพันธ์เชิงนิติบุคคล
     การออกแบบฐานข้อมูล ฐานข้อมูลจำเป็นต้องใช้ทั้งการออกแบบแนวคิด และการออกแบบทางกายภาพการออกแบบฐานข้อมูลเป็นแนวคิดหรือตรรกะเป็นรูปแบบนามธรรมของฐานข้อมูลจากมุมมองทางธุรกิจในขณะที่การออกแบบทางกายภาพแสดงให้เห็นว่าฐานข้อมูลเป็นจริงในการจัดเก็บข้อมูลแบบตรงอย่างไร อุปกรณ์การสร้างแบบจำลองเป็นกระบวนการสร้างโครงสร้างข้อมูลขนาดเล็กเสถียรและมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้จากกลุ่มข้อมูลที่ซับซ้อนเรียกว่า แผนผังความสัมพันธ์เอนทิตี (ERD) เป็นแบบข้อมูลที่นักออกแบบฐานข้อมูลจัดทำเอกสารรูปแบบข้อมูลของตนเป็นแผนผัง ER แสดงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานในฐานข้อมูล

ความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องสำหรับการสั่งซื้อ

เครื่องมือหลักและเทคโนโลยีสำหรับการเข้าถึงข้อมูลจากฐานข้อมูลเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและการตัดสินใจทางธุรกิจคืออะไร
     ธุรกิจใช้ฐานข้อมูลเพื่อติดตามธุรกรรมพื้นฐานและต้องมีฐานข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลที่จะช่วยให้ บริษัท ดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยให้ผู้จัดการและพนักงานสามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
ข้อมูลส่วนใหญ่ที่รวบรวมโดยองค์กรต่างๆเคยเป็นข้อมูลการทำธุรกรรมที่สามารถพอดีกับแถวและคอลัมน์ของระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ขณะนี้เรากำลังเป็นพยานถึงการระเบิดข้อมูลจากการเข้าชมเว็บข้อความอีเมลและเนื้อหาโซเชียลมีเดีย (ทวีตข้อความสถานะ ) หรือจากระบบการซื้อขายทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่มีโครงสร้างหรือกึ่งโครงสร้างดังนั้นจึงไม่เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่จัดระเบียบข้อมูลในรูปแบบของคอลัมน์และแถว

ความท้าทายของข้อมูลขนาดใหญ่
     ตอนนี้เราใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่ออธิบายชุดข้อมูลเหล่านี้พร้อมกับไดรฟ์ข้อมูลที่ใหญ่เกินกว่าที่ DBMS ทั่วไปจะสามารถจับเก็บและวิเคราะห์ได้ ข้อมูลขนาดใหญ่มักหมายถึงข้อมูลในช่วงของ petabyte และ exabyte หรืออีกนัยหนึ่งนั่นคือพันล้านล้านรายการจากแหล่งข้อมูลอื่น ข้อมูลขนาดใหญ่ผลิตในปริมาณที่มากขึ้นและมากขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าข้อมูลแบบเดิม ธุรกิจมีความสนใจในข้อมูลขนาดใหญ่เนื่องจากสามารถเปิดเผยรูปแบบและความผิดปกติที่น่าสนใจมากกว่าชุดข้อมูลขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้ารูปแบบสภาพอากาศการทำตลาดการเงินหรือปรากฏการณ์อื่น ๆ ธุรกิจมีความสนใจในข้อมูลขนาดใหญ่เพราะสามารถเปิดเผยรูปแบบและความผิดปกติที่น่าสนใจมากขึ้นด้วยศักยภาพในการให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้ารูปแบบสภาพอากาศการทำตลาดการเงินหรือปรากฏการณ์อื่น ๆ

โครงสร้างทางความคิดทางธุรกิจ
     คลังข้อมูล (Data Warehouses) คือ ฐานข้อมูลขนาดยักษ์ ที่รวบรวมฐานข้อมูลจากหลายแหล่งหลายช่วงเวลา ซึ่งอาจมี schema แตกต่างกัน มาไว้รวม ณ ที่เดียวกัน (และใช้ schema เดียวกัน)
     ตลาดข้อมูล (Data Mart) คือ คลังข้อมูลที่มีขนาดเล็กถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในหน่วย ธุรกิจเชิงกลยุทธ์ (strategic business unit, SBU) หรือในแผนกหนึ่ง ๆ เป็นส่วนย่อยของ Data Warehouse เปรียบเสมือนคลังข้อมูลขนาดเล็กที่มีลักษณะเฉพาะ มีขนาดของข้อมูลและค่าใช้จ่ายต่ำ ประโยชน์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การจัดทำคลังข้อมูลใช้เวลาสั้น การนำไปประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจก็สะดวกกว่าการใช้คลังข้อมูลกลางขององค์การ , การติดตั้งใช้งานจะใช้เวลาน้อยกว่ามาก (มักจะน้อยกว่า 90 วัน) เป็นแบบ local แทนที่จะเป็นแบบควบคุมจากศูนย์กลาง (central control) (เมื่อเปรียบเทียบในเชิง ความสามารถการใช้งานของกลุ่ม) , การตอบสนองทำได้เร็ว ง่ายต่อการทำความเข้าใจ และเรียนรู้ได้ง่ายกว่าคลังข้อมูลที่ใช้ทั่ว ทั้งองค์กร (enterprise wide data warehouse )